666131
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
1397
1374
1397
652002
73707
84389
666131

Your IP: 192.168.2.69
2017-11-19 13:26

นายกรัฐมนตรีเปิดงานพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017

Post on 29 สิงหาคม 2560
by Ayutthaya
ฮิต: 54

เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติสถานประกอบกิจการที่มีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐานสาก 

นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017 เพื่อเชิดชูเกียรติสถานประกอบกิจการที่มีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากล ย้ำให้ทุกคนพัฒนาตนเอง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนด 

          วันนี้ (25 ส.ค.60) เวลา 09.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017 และปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การบริหารจัดการแรงงานกับการขับเคลื่อนสู่ Thailand  4.0”  จัดโดยกระทรวงแรงงาน เพื่อประกาศเกียรติคุณและความภาคภูมิใจสถานประกอบกิจการที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารจัดการด้านการรองรับมาตรฐานแรงงานไทย ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานและด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้สถานประกอบกิจการมีความตื่นตัวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน โดยมี พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกระทรวงแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้างจากสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลเข้าร่วมงาน จำนวน 2,000 คน  ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพคเมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

 

          ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัล จำนวน 3 รางวัล เพื่อมอบให้แก่สถานประกอบกิจการที่มีระบบบริหารจัดการด้านแรงงานยอดเยี่ยม ประจำปี 2560 Thailand Labour Management Excellence Award 2017 ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก

 

          สำหรับการจัดงานพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017  สืบเนื่องจากกระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการส่งเสริมสถานประกอบกิจการให้มีระบบบริหารจัดการที่ดีด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ด้านการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย และด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติประวัติสถานประกอบกิจการที่มีระบบการบริหารจัดการด้านแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากล สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกระทรวงแรงงานที่จะสร้างกำลังคนของประเทศให้เป็น “Productive Manpower” ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศระยะ 20 ปี (2560 - 2579) เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้ใช้แรงงานให้มีหลักประกันที่ดี ได้ทำงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย มีสภาพการจ้างงานที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย มีแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ได้รับสวัสดิการแรงงานที่เหมาะสม มีศักยภาพได้มาตรฐานสากล และเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แรงงานมีรายได้สูง (High Income) มีผลิตภาพแรงงานสูง (High Productivity) นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลประจำปี 2560 รวมจำนวน 621 รางวัล ดังนี้ 1) รางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017 ซึ่งมีสถานประกอบกิจการที่ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สถานประกอบกิจการขนาดใหญ่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1,000 ขึ้นไป ได้แก่ บริษัท ไทยสแตนเลย์ การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) จังหวัดปทุมธานี ขนาดกลางมีลูกจ้าง 300 – 900 คน ได้แก่ บริษัทแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด จังหวัดราชบุรี และขนาดเล็กมีลูกจ้าง 1 – 299 คน ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กิจการโรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก 2 จังหวัดตราด  2) รางวัลสถานประกอบกิจการที่ธำรงรักษาระบบมาตรฐานแรงงานไทยต่อเนื่อง ได้แก่ ปีที่ 10 (เกียรติยศ) และปีที่ 5 (เชิดชูเกียรติ) จำนวน 38 รางวัล 3) รางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานประจำปี 2560 ได้แก่ รางวัลเกียรติยศสูงสุด 15 ปีติดต่อกัน (พ.ศ. 2546 - 2560) รางวัลเกียรติยศ 10 ปี ติดต่อกัน (พ.ศ. 2551 - 2560) รางวัลเชิดชูเกียรติ 5 ปีติดต่อกัน ( พ.ศ. 2556 - 2560) และรางวัลระดับประเทศ ประจำปี 2560 จำนวน 312 รางวัล  และ4) รางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปีที่ 10 ติดต่อกันขึ้นไป (แพลทินัม) ปีที่ 5 ติดต่อกัน (เพชร) และระดับประเทศ ปีที่ 1 (ทอง) รวมจำนวน 268 รางวัล

 

          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความรู้สึกยินดีที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Labour Management Excellence Award 2017 หรือรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านการบริหารจัดการแรงงาน ประจำปี 2560 ในวันนี้ ซึ่งเป็นการประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบกิจการที่มีการบริหารจัดการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานในประเทศ และเป็นไปตามมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถานประกอบกิจการอื่น อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องของการติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงให้โดยเร็วที่สุด โดยต้องมีการปฏิรูปในทุกระบบ รวมทั้งในส่วนของแรงงาน อุตสาหกรรม และสถานประกอบกิจการด้วย ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนทุกคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันและมีเมตตาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยรัฐบาลมีหน้าที่อำนวยการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ไปสู่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

 

          นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกลไกการขับเคลื่อน (Engines of Growth) ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1. Productive Growth Engine เพื่อปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง (High Income Country) ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ การบริหารจัดการสมัยใหม่ การสร้างคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาขีดความสามารถ ด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม กิจการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ และการบ่มเพาะธุรกิจด้านเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการก้าวข้ามปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลางที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่  2. Inclusive Growth Engine เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการกระจายรายได้และโอกาส จึงมีการสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด  การพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อตอบโจทย์ประเด็นปัญหาและความท้าทายทางสังคมในมิติต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และ 3. Green Growth Engine คือการสร้างความมั่งคั่งของประเทศไทยในอนาคต จะต้องคำนึงถึงการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั้ง 3 กลไกขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0” ดังกล่าวถือเป็นการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้  ปานกลาง เป็นการเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ  เป็นการมุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาของคนไทย สร้างการวิจัยและพัฒนา ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสามารถอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21

 

            อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า หากสถานประกอบกิจการหรือโรงงานใดการดำเนินงานหรือกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะสั่งให้ปิดกิจการโดยทันที เพราะเป็นการกระทำที่ส่งผลเสียต่อประชาชนและประเทศโดยรวม จึงขอให้ทุกคนมีจิตสำนึกและตระหนักในเรื่องดังกล่าว โดยประกอบกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีความสมดุลและไม่ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในอนาคต

 

          พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือแรงงานซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 ว่า ประชาชนทุกกลุ่มของประเทศทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนต้องมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยในส่วนการศึกษากระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันในการที่จะผลิตทรัพยากรมนุษย์หรือแรงงานให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ ขณะที่กระทรวงแรงงานในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ การบริหารจัดการกำลังคนของประเทศ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579)   เพื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตรชาติ โดยกําหนดวิสัยทัศนในอีก 20 ปขางหนา คือ “ทรัพยากรมนุษย มีคุณคาสูง สูความยั่งยืน” โดยแบ่งยุทธศาสตร์ออกเป็น 4 ช่วงๆ ละ 5 ปี ได้แก่  ชวงที่ 1 เป็นยุค Productive Manpower (พ.ศ. 2560 – 2564) มีเป้าหมายในการวางรากฐานดานแรงงานที่เป็นมาตรฐานสากล ชวงที่ 2 เป็นยุค Innovative Workforce (พ.ศ. 2565 – 2569) มีเป้าหมายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษยของประเทศให้เปนประชาชนของโลก (Global Citizen) เพื่อใหแรงงานสามารถนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใชในการเพิ่มผลิตภาพไดอยางมีประสิทธิภาพ รองรับตอ Thailand 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ชวงที่ 3 เป็นยุค Creative Workforce (พ.ศ. 2570 – 2574) มีเป้าหมาย  ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความคิดสรางสรรค์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มใหแก่การทํางานเพื่อสรางความยั่งยืนดานแรงงานสูความยั่งยืนในการดํารงชีวิต และช่วงที่ เป็นยุค Brain Power (พ.ศ. 2575 – 2579) มีเป้าหมายให้เกิดสังคมการทํางานแหงพลังปญญา ซึ่งเป็นอนาคตการทำงานของประเทศไทย หรือ Thailand’s Future of Work โดยการเพิ่มจํานวนทรัพยากรมนุษยที่มีคุณค่าสูง สามารถใชความรู ความสามารถ และใชสติปญญาในการทํางานที่มูลคาสูง (High Value) เพื่อให้  มีรายไดสูง (High Income) ผู้ทำงานมีความสุขกับการทำงาน และมีความมั่นคงในชีวิต สอดคล้องกับเป้าหมายงานที่มีคุณค่า หรือ Decent Work  และมุ่งหมายที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายไดปานกลางอยางยั่งยืนและเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้

 

           นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในนามรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน ว่า ขอฝากให้นายจ้างและสถานประกอบกิจการให้ความร่วมมือ ช่วยกันดำเนินการเพื่อให้เกิดการทำงานที่ลูกจ้างสามารถใช้สติปัญญา ความรู้และความสามารถในการทำงานที่ก่อให้เกิดมูลค่าสูง ผู้ทำงานมีความสุขกับการทำงาน และมีความมั่นคงในชีวิต ตลอดจนมีการทำงานที่มีเสรีภาพ มีความเสมอภาค มั่นคง มีศักดิ์ศรี และสร้างรายได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับชีวิตการทำงานของมนุษย์ได้ อันสอดคล้องกับแนวทาง Future of Work อนาคตการทำงานของประเทศไทย ที่กระทรวงแรงงานกำหนด และยังสอดคล้องกับเป้าหมายงานที่มีคุณค่าหรือ Decent Work ตามแนวทางที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศกำหนดอีกด้วย

 

         ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวฝากถึงผู้ประกอบกิจการซึ่งมีการดำเนินงานบนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ หรือ CSR ว่า นอกจากการทำกิจกรรมปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว ขอให้ดำเนินงานและกิจกรรมในเรื่องอื่นควบคู่ไปด้วย โดยเน้นให้เกิดความยั่งยืนและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างงานและรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนในบริเวณพื้นที่ที่สถานประกอบกิจการไปตั้งอยู่ พร้อมขอให้น้อมนำแนวทางตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปปฏิบัติ

 

         พร้อมทั้ง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีกับองค์กรที่ได้รับรางวัลในวันนี้ และขอให้รักษาคุณภาพไว้ตลอดไป รวมทั้งขอเป็นกำลังให้กับองค์กรที่ยังไม่ได้รับรางวัลโดยให้เร่งพัฒนาตนเองขึ้นมา เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์การทำงานให้ดียิ่งขึ้น  และช่วยกันยกระดับศักยภาพระบบการทำงานที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และก้าวไกลทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไป

 

        จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมนิทรรศการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นิทรรศการผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานสถานประกอบการกิจการ 

------------------

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก